ในวาระรำลึกถึง สมเด็จพระพันปีหลวง บทความนี้วิเคราะห์พระราชกรณียกิจอันเป็นคุณูปการที่ทรงร่วมกับในหลวง ร.9 ในการเสริมสร้าง ความมั่นคงสังคมจิตวิทยา ของชาติ ภายใต้กระแสสงครามเย็นและภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ โดยทรงใช้บทบาท “ทูตสันถวไมตรี” ในเวทีโลก และทรงก่อตั้ง “โครงการศิลปาชีพ” เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งสร้างความผูกพันและศรัทธาอย่างลึกซึ้ง อันเป็น กำลังอำนาจที่ไร้ตัวตน และรากฐานแห่งความสามัคคีที่ยั่งยืนของคนในชาติ
พระราชกรณียกิจแห่งการอุทิศตนเพื่อชาติ รากฐานความมั่นคงสังคมจิตวิทยา
ในวาระแห่งการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (สมเด็จพระพันปีหลวง) สังคมไทยได้แสดงออกถึงความผูกพันทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง ซึ่งหยั่งรากลึกกว่าธรรมเนียมปฏิบัติ ปรากฏการณ์นี้เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณและการอุทิศพระวรกายเพื่อการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ สถาบันฯ จึงเป็นหลักชัยสำคัญและศูนย์รวมจิตใจของชาติไทย โดยมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งในมิติทางกายภาพและจิตวิญญาณ
ตลอดระยะเวลาที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเคียงข้าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงดำเนินบทบาทอย่างมีกลยุทธ์และชั้นเชิงที่ส่งผลต่อการเสริมสร้าง ความมั่นคงด้านสังคมจิตวิทยา และความเชื่อมั่นของราษฎรต่อสถาบันฯ เพื่อให้สามารถดำรงความสำคัญและเป็นที่พึ่งของราษฎรได้และธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพแห่งชาติในกระแสโลกที่ผันผวน

บทบาท “ทูตสันถวไมตรี” และ Soft Power
ในช่วงทศวรรษ 2500 ที่โลกถูกครอบงำด้วย สงครามเย็น และการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง การเสด็จพระราชดำเนินเยือน 14 ประเทศในโลกตะวันตก ระหว่างปี พ.ศ. 2503-2504 จึงเป็นภารกิจเชิงกลยุทธ์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหาทางขอรับการสนับสนุนและป้องกันลัทธิคอมมิวนิสต์
ในภารกิจทางการทูตนี้ สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงมีบทบาทโดดเด่นในฐานะ “ทูตสันถวไมตรี” ที่ใช้ กำลังอำนาจแห่งชาติในรูปแบบ Soft Power อย่างมีประสิทธิภาพ พระองค์ทรงปรากฏพระองค์ด้วยพระสิริโฉมที่งดงามตามแบบสากล ผสานกับการนำเสนอ “ผ้าไหมไทย” ที่ประยุกต์อย่างประณีตออกสู่สายตานานาชาติ จนเป็นที่ประทับใจและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอเมริกันเป็นอย่างมาก บทบาทในการ “สร้างภาพลักษณ์” ของพระองค์จึงมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นสากลของสถาบันพระมหากษัตริย์ และในขณะเดียวกันก็เป็นกุศโลบายที่ช่วยส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งในด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความตึงเครียดสูง
นอกจากนี้ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศและการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในประเทศของ สมเด็จพระพันปีหลวง ได้ฉายภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีความทันสมัย และยังทรงเป็นดัง “ผู้หญิงที่เก่งคอยสนับสนุน” เป็นพลังสนับสนุนและกำลังใจที่ช่วยให้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสามารถปฏิบัติพระราชภารกิจอันหนักอึ้งได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง อีกทั้งยังทรงนำเสนอภาพลักษณ์ของ “สถาบันครอบครัว” ที่เข้มแข็งและเป็นแบบอย่าง ซึ่งถือเป็น “รากฐานของความมั่นคงทางสังคมจิตวิทยา” ในระดับจุลภาค นำไปสู่การเสริมสร้าง ความสามัคคี และ ความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ในระดับมหภาค
โครงการศิลปาชีพ: เกราะป้องกันความมั่นคงภายใน
บทบาทของสมเด็จพระพันปีหลวงยังเชื่อมโยงโดยตรงกับ ความมั่นคงด้านสังคมจิตวิทยา (Socio-Psychological Security) อย่างลึกซึ้ง ผ่าน โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ศิลปาชีพ) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 อย่างเป็นทางการ
- วัตถุประสงค์หลัก:
- การช่วยเหลือราษฎรที่ยากจน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีและชาวนาชาวไร่ที่ว่างเว้นจากการทำเกษตร ให้มี อาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พออยู่พอกิน
- การ ฟื้นฟูและธำรงรักษางานหัตถกรรมพื้นบ้าน และศิลปะโบราณอันงามวิจิตรของคนไทยไว้ไม่ให้สูญหาย
โครงการศิลปาชีพได้สร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม โดยในเชิงเศรษฐกิจ โครงการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายรายได้ไปสู่ราษฎรในชนบทอย่างทั่วถึง ทำให้สมาชิกมีงานทำ มีรายได้เสริมเลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างยั่งยืน ในเชิงสังคม โครงการมีส่วนสำคัญในการ เสริมสร้างภูมิปัญญาดั้งเดิม และช่วย สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น (Local Pride) ให้แก่ช่างฝีมือ
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่ลัทธิคอมมิวนิสต์พยายามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อดึงประชาชนผู้ยากจนเข้าเป็นพวก โครงการศิลปาชีพได้ทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกัน” โดยการแก้ไขปัญหา ความยากจน ซึ่งเป็นปัจจัยรากเหง้าของความไม่สงบภายใน เมื่อประชาชนมีรายได้และความมั่นคงในชีวิต พวกเขาจึงไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นการ เสริมสร้างความมั่นคงภายในประเทศอย่างยั่งยืน

“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า”: การอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืน
สมเด็จพระพันปีหลวงยังทรงตระหนักถึงความสำคัญของ ทรัพยากรป่าไม้ ในฐานะ แหล่งต้นน้ำลำธาร แนวพระราชดำริหลักเน้นความเชื่อมโยงที่ละเอียดลึกซึ้งระหว่าง มนุษย์ ป่าไม้ และสัตว์ป่า โดยมีเป้าหมายหลักคือการช่วยคนให้พ้นความยากจนโดยไม่ต้องทำลายป่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ที่เน้นการใช้ประโยชน์จากป่าเพื่อการกิน การใช้ไม้ และการอนุรักษ์ดินและน้ำ
โครงการสำคัญ อาทิ โครงการ “ป่ารักน้ำ” ณ บ้านถ้ำติ้ว จังหวัดสกลนคร มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำและการลักลอบตัดไม้ โดยเน้นการจัดการให้ “คนกับป่าอยู่กันได้” และให้ราษฎรรู้สึกหวงแหนป่าเสมือนเป็นสมบัติของตนเอง
พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ ได้ ปลูกฝังจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ให้คนไทยตระหนักว่า “ป่าไม้ คือต้นกำเนิดของชีวิต, น้ำ คือสายเลือดของแผ่นดิน และ คน คือผู้ดูแลรักษาความสมดุลนี้ให้คงอยู่ตลอดไป” ซึ่งเป็นการสร้าง “ความสำนึกร่วม” (Collective Conscience) และความสามัคคีของคนในชาติเพื่อการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
พลังแห่งรักเพื่อปวงชนชาวไทย
กล่าวโดยสรุป สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเป็น “พลังแห่งความมั่นคง” ของชาติไทยอย่างแท้จริง โดยพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้ถูกถักทอเข้ากับสามมิติหลักของความมั่นคงแห่งชาติ: การทูต (Soft Power), เศรษฐกิจและสังคม (กลไกศิลปาชีพแก้ความยากจน), และ สิ่งแวดล้อม (แนวพระราชดำริป่า-น้ำ-คน)
พระราชกรณียกิจเหล่านี้มิได้เป็นเพียงการปฏิบัติพระราชภารกิจตามราชประเพณี แต่เป็นการสร้าง ทุนทางสังคม และ กำลังอำนาจที่ไร้ตัวตน ผ่านความรัก ความศรัทธา และความสามัคคีของคนในชาติ อันเป็นกลไกทางสังคมที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถเกื้อกูลและประคับประคองกันได้
การรวมใจเป็นหนึ่งจึงรวมถึงการร่วมแสดงความสามัคคี และให้กำลังใจกันในวาระสำคัญนี้ “ยามใดคิดถึง ให้คิดทำดี ร่วมมีร่วมจุดหมาย” เพื่อให้ทุกคนสามารถทำหน้าที่ในทุกความรับผิดชอบที่เรายึดมั่น และมุ่งมั่นทำความดีเพื่อถวายความจงรักภักดีที่ยั่งยืนที่สุดต่อไป ในฐานะพลเมืองผู้สร้างสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง ด้วยความเชื่อมั่นว่า ทุกย่างก้าวในทุกการเดินทางของการทำความดีจะมี “แม่ของแผ่นดิน” ทรงเฝ้ามองดูอยู่ไกลไกลด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ